INTS Christopher Walter :The dunce’s cap part 1/x

INTS Christopher Walter :The dunce’s cap part 1/x

 

The Dunce’s cap

 


ต้นฤดูหนาวปีคศ. 1918 หลังสงครามโลกจบลง ข้าพเจ้าได้กลับมาที่เมืองวินเชสเตอร์ ที่ที่ตนเคยใช้ชีวิตอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสมัยยังไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย  ในตอนนั้นวินเชสเตอร์ค่อนข้างเป็นเมืองที่เงียบเหงา แต่เนื่องจากการมีอยู่ของค่ายทหารมอร์นฮิลล์ ผู้คนนับล้านจากอีกทวีปหลั่งไหลเข้ามามากกว่าจำนวนประชากรดั่งเดิมของเมืองหลายเท่าตัว ข้าพเจ้าเดินผ่านบาร์เก่าๆที่เคยทำงานเมื่ออายุ19 ผ่านแฟลตเล็กๆที่เคยพักอาศัย บางตึกได้เปลี่ยนไปจนไม่มีเค้าเดิม แต่บางที่ก็เหมือนถูกหยุดเวลาเอาไว้เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ข้าพเจ้าใช้เวลาเดินระลึกอดีตไม่นานนัก ในที่สุดข้าพเจ้าก็เดินมาถึงโบสถ์แห่งหนึ่ง

 

โบสถ์ที่นี่น่าจะได้รับการซ่อมแซมอย่างดีหลังจากสงครามจบลง ข้าพเจ้ามองไปรอบๆห้องโถง  เหมือนว่าพิธีในช่วงเย็นจะเพิ่งจบได้ไม่นาน คนส่วนหนึ่งยืนพูดคุยกันอยู่  สายตาข้าพเจ้ามองลอดแขนของสุภาพสตรีท่านหนึ่งเข้าไปเห็นชายในชุดนักบวชดูคุ้นตายืนสนธนากับผู้ศรัธทาคนหนึ่งอยู่ ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นแพทย์ประจำการณ์อยู่ในค่ายทหารที่เบลเยี่ยม  มีข่าวว่าโบสถ์ที่เขาอยู่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ข้าพเจ้าตกใจใหญ่รีบให้คนรู้จักที่พอมีเส้นสายอยู่บ้างช่วยสืบให้ถึงรู้ว่าเขายังปลอดภัยดี

เขาตัวไม่สูงขึ้นเท่าไหร่นัก ผมเผ้ายังยาวปรกหน้าตาจนแทบมองไม่เห็นตาขวาที่อยู่ใต้แสกผม หน้าตาดูเปลี่ยนไปบ้างตามการเวลาแต่ยังคงมีเค้าคนหนุ่มที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก

“พี่เบรค” ข้าพเจ้าเอ่ยทัก นักบวชคนนั้นหันมาเขานิ่งไปสักพักคิ้วขมวดเล็กน้อย คงจะจำข้าพเจ้าไม่ได้ แต่ก็ไม่แปลกข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าจะมา เจอกันครั้งสุดท้ายก็คงเกือบๆสิบปีที่แล้ว เขาพินิจใบหน้าของข้าพเจ้าอยู่สักพักก่อนจะตอบเบาๆเหมือนพึมพำกับตัวเอง

“….คริส?” เสียงของนักบวชไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก แต่แค่นั้นข้าพเจ้าก็แปลกใจ อันที่จริงไม่คิดว่าเขาจะจำได้ด้วยซ้ำ เมื่อได้ยินชื่อคนเองก็

“ดีใจจังที่จำผมได้ นี่เลื่อนยศเป็นฟาเธอร์รึยังเนี่ย” ข้าพเจ้าบีบบ่าเขามองหัวจรดเท้าแล้วหัวเราะเบาๆ การ์ฟิลด์ เบรคแทบไม่เปลี่ยนไปเลยนับแต่ที่ไม่เจอกัน เป็นความยินดีอย่างบอกไม่ถูก

 

“ไม่ล่ะ อยากอยู่แบบนี้มากกว่า ” ภราดาหนุ่มหัวเราะในลำคอ “ส่วนเรื่องจำได้ คนที่เรียกฉันห้วนๆนอกจากคนในโบสถ์แล้วก็มีแค่คนที่กลาสตันบรี และคนที่จะโผล่มาที่นี่และหน้าตาแบบนี้ก็มีคนเดียว หือ? ขอตัวเดี๋ยวนะคริส” เบรคหยุดพูดก่อนจะมองข้ามไปข้างหลัง ข้าพเจ้าหันตามไปก็เห็นนักบวชอีกคนกวักมือเรียกเขาอยู่

“เดี๋ยวไปคุยกันข้างนอกดีกว่า ร้านที่นายเคยทำงานเป็นไง”

***

ผับเก่าๆที่เขาเคยทำงานยังครึกครื้นไม่ต่างจากเดิม เผลอๆก็มากขึ้น เสียงเฮของคนเมาพนันงัดข้อไม่ก็ร้องเพลงกันถือเป็นหนึ่งในความบันเทิงของเขาเมื่อตอนทำงานทีเดียว

“ไม่ได้มาที่นี่ตั้งแต่ลาออกไปเรียนต่อ” ข้าพเจ้ากล่าวพลางมองบรรยากาศในร้านที่แสนคุ้นเคยอย่างโหยหา จากวันที่เขาว่าก็ยี่สิบ..ไม่สิ ยี่สิบห้าปีเห็นจะได้

“ใช่ ตั้งแต่นายออกไปเรียนฉันก็ไม่ได้ดื่มเหล้าฟรีอีกเลย” เบรคแกล้งทำหน้าเศร้าขณะยกแก้วขึ้นดื่ม

“ดื่มเหล้าองุ่นโบสถ์ไปก่อนแล้วกัน” ข้าพเจ้าว่าขำๆก่อนจะยกแก้วตัวเองดื่มบ้าง

“ใจร้ายจัง เมื่อก่อนยังเลี้ยงวอดก้าพี่ชายคนนี้ฟรีอยู่แท้ๆ” เบรคลู่คิ้ว

“คนเลี้ยงน่ะเจ้าของร้านโน้น ป่านนี้แกตายให้ลูกหลานมาดูแลแทนแล้วมั้ง”

“ไปนานแล้ว” เบรคว่า “ก่อนสงครามอีก ยังทำพีธีศพให้อยู่เลย” ข้าพเจ้าหัวเราะเบาๆก่อนจะถอนหายใจพลางนึกถึงเจ้านายเก่าแก่ เสียงโวยวายของแกยังดังอยู่ในหัว

“พระเจ้าอาจจะเมตตาให้เขาตายก่อนสงคราม”

“เริ่มพูดจาเหมือนคนแก่แล้วนะรู้ตัวไหม”

“พี่ก็พูดแบบนี้มาตั้งแต่อยู่กลาสตันบรีไม่ใช่เหรอ”

“ฉันเป็นนักบวช ไม่นับ” ทั้งเบรคและข้าพเจ้าหัวเราะออกมาหลังเขาว่าจบ เราต่างคนต่างดื่มไม่พูดอะไรอยู่พักใหญ่

 

“กลาสตันบรีเหรอ”เบรคว่าลอยๆ

 

“ไม่ได้ยินชื่อนั้นมานานแล้วนะ”

“มันสามสิบปีแล้ว อีกอย่างที่นั่นก็กลายเป็นโรงพยาบาลไปแล้วด้วย สามปีก่อนผมยังไปทำงานอยู่เลย ก็…ยังอึมครึมเหมือนเดิม จริงๆ ช่วงสงครามที่ไหนก็อึมครึมทั้งนั้น แต่ก็คิดถึงตอนเด็กๆดีนะ”

“คิดถึงตอนไหน ตอนที่โดนทำโทษใส่หมวกไอ้งั่งน่ะนะ”

“ไม่ใช่สิ” ข้าพเจ้าโวยก่อนจะหลักไหล่นักบวชขำๆ เบรคหัวเราะดูชอบใจกับการได้แซวรุ่นน้องที่ไม่ได้เจอนานเขายื่นแก้วออกมา เราชนแก้วกันในรอบหลายสิบปีก่อนจะกระดกเหล้าเข้าไปอึกใหญ่

 

ข้าพเจ้ายังจำหมวกไอ้งั่งที่เคยถูกบังคับให้ใส่สมัยเรียนได้ดี มันเป็นการทำโทษโดยการให้ใส่หมวกกระดาษปลายแหลมหน้าตาพิลึกพิลั่นเหมือนพวกคริสมาสเอลฟ์ เพื่อให้เด็กที่เรียนช้าหรือทำผิดซ้ำซากสำนึกในความผิดของตนเอง

 ***

ลุงโรบิ้นคนใช้เก่าแก่ของบ้านเคยเล่าว่าชื่อคริสโตเฟอร์ที่พ่อตั้งให้หมายถึงผู้รับสารจากพระเยซู ข้าพเจ้าเคยหลงดีใจนึกว่าตนเป็นคนพิเศษ จนโตมาจึงได้รู้ว่าชื่อนั้นพ่อตั้งปลอบใจตัวเอง

มันเริ่มมากจากก่อนแม่คลอดข้าพเจ้า พ่อเคยฝันร้าย ฝันว่ามีปีศาจมาพาตัวแม่ไป ทุกคนลงความเห็นกันว่านั่นคงเป็นแค่ความวิตกของเขาที่เมียท้องตอนอายุมากเท่านั้น แต่โชคร้าย แม่ข้าพเจ้าตายหลังคลอดจริงๆ พวกเขาก็ไม่ได้เชื่ออย่างสนิทใจแต่ลึกๆยังคงหวาดกลัว  พวกเขาประคบประหงมเด็กคนนั้นอย่างกับไข่ในหิน ไม่เคยขัดใจ ไม่เคยดุด่า เขาคงกลัวว่าถ้าถ้าทำให้โกรธอาจจะทำให้ปีศาจที่หลับอยู่ตื่นขึ้น แต่หารู้ไม่ การที่พวกเขาตามใจนั้นพาไปสู่สิ่งที่แย่ยิ่งกว่า เรียกว่าเด็กโดนตามใจจนเคยตัวก็ไม่ผิดนัก ตั้งแต่จำความได้ พ่อจะพาข้าพเจ้าไปโบสถ์แทบทุกๆวัน ฝนตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่านั่นเพราะตนเป็นลูกรัก ลูกคนสุดท้อง คนที่พ่อตามใจที่สุด พ่อย่อมเป็นห่วงเขาที่สุด ให้สวดมนต์ภาวนาอย่างเคร่งครัดผิดจากพี่ๆคนอื่นในบ้าน

นั่นเพราะพ่อรักเขายิ่งกว่าใครๆในบ้านยังไงล่ะ เด็กน้อยคริสโตเฟอร์คิด

แต่ยิ่งโตขึ้น ข้าพเจ้าเริ่มเห็นบางอย่างสายตาของพี่ๆ วันนั้นข้าพเจ้าทะเลาะกับพี่สาวเพราะทำชุดเก่งของเธอขาดตอนที่เธอกำลังจะไปทานข้าวกับคู่มั่นหมาย เธอโกรธมากและวิ่งไปฟ้องพ่อ แต่สุดท้ายพ่อก็ให้เธอไปเปลี่ยนชุดใหม่พร้อมบอกจะซื้อให้ใหม่วันหลัง ข้าพเจ้าเกาะหลังพ่อ แลบลิ้นใส่เธอ สะใจเสียเหลือเกินที่เอาชนะเธอได้ พวกพี่ชายเข้ามาช่วยห้าม ตอนนั้นเองข้าพเจ้าถึงเริ่มสังเกตุสายตาของพวกเขา สายตานั้นไม่ใช่สายตาของความอิจฉา หรือความโกรธ

 

มันเป็นสายตาที่ทั้งปนความสังเวชและความระแวง ข้าพเจ้าไม่พอใจ และไม่เข้าใจด้วย  ทั้งๆที่เป็นผ่ายแพ้ ทำไมจึงทำหน้าแบบนั้นกันนะ พวกเขาควรจะอิจฉาไม่ใช่เหรอ

หลังจากนั้นข้าพเจ้าแอบเข้าไปในห้องของพ่อ แล้วค้นอ่านบันทึกทุกเล่ม จนข้าพเจ้าได้เจอบันทึกเล่มที่เขียนในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเกิด ได้รู้ทุกอย่าง รู้ว่าทำไมเขาถึงตามใจ รู้ว่าทำไมเขาถึงพยายามพาข้าพเจ้าไปโบสถ์และสวดภาวนาแทบทุกวัน

เด็กน้อยรู้สึกเหมือนโดนทรยศ

เหมือนที่ผ่านมาตนเองเป็นคนเดียวที่ไม่รู้อะไรมาโดยตลอด ข้าพเจ้าปิดสมุดเข้าที่ก่อนจะนั่งมองรูปภาพของแม่ข้างเตียงของพ่อ แม่ที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ในภาพคงเป็นสมัยสาวๆ เธอยิ้มน่ารักมาก ข้างๆนั่งคงเป็นพ่อ แม้จะรู้สึกสงสาร แต่ก็อดขุ่นเคืองในใจไม่ได้ เด็กในท้องไม่ได้ขอให้พวกเขามีลูกตอนแก่จนเธอตายเสียหน่อย

มันไม่ถูกต้องที่อยู่ๆจะมาบอกว่าข้าพเจ้าเป็นคนทำ ข้าพเจ้าไม่ยอมรับและจะไม่มีวันยอมรับ

 

***

 

แต่นั้นมาบทสวดที่เคยท่องก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บทสวดภาวนาฟังดูราวกับกำลังโดนขับไล่ เมื่อรู้ว่าสิ่งที่พ่อให้ทำไม่ใช่เพื่อให้ลูกของตนปลอดภัย แต่เพื่อให้บางสิ่งที่อาจอยู่ข้างในหายไป

แต่ข้าพเจ้าเองรู้แก่ใจว่าข้างในนั้นไม่มีอะไร จะมีก็เพียงข้าพเจ้าเอง กระนั้นพวกเขาอาจจะอยากให้ข้าพเจ้าหายไปจริงๆก็ได้

“คริสเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงกระซิบของพี่ชายเรียกข้าพเจ้าออกจากภวังค์ ข้าพเจ้ารีบปฏิเสธก่อนจะกลับมาสนใจเสียงของบาทหลวง วันนี้เป็นวันอาทิตย์ พวกเขาทั้งบ้านมาร่วมพิธีมิซา “ไม่มีอะไร” ข้าพเจ้าตอบ เสียงนำสวดยังนำไปจนถึงท่อนที่ต้องกล่าวรับ

ข้าพเจ้าเป็นคนบาปและข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นคนบาป

 

ข้าพเจ้าจงใจเงียบลงเมื่อถึงท่อนนี้


พักหลังๆข้าพเจ้าก็ไม่ได้เข้าพิธีอีก ทั้งแอบหนีออกมากลางคัน หรือหลบไม่ไปตั้งแต่แรก ทำเหมือนแอบหนีไปเล่นซน  ผ่านมาหลายเดือน จนกระทั่งข้าพเจ้าอายุย่างสิบเอ็ด พ่อทนไม่ไหวอีกต่อไป วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ พวกพ่อเพิ่งกลับบ้านมาจากโบสถ์ตอนเช้า ส่วนข้าพเจ้าแอบหนีออกจากบ้านไปหลบในโรงนาแถวนั้นตั้งแต่คนในบ้านจะตื่นสุดท้ายพวกเขาต้องออกจากบ้านโดยไม่มีข้าพเจ้า

“คริส เมื่อเช้าหายไปไหนมา” พ่อถาม

“ไปเดินเล่น” ข้าพเจ้าตอบ “ช่วงนี้ลูกไม่ยอมไปโบสถ์กับพ่อมาหลายครั้งแล้วนะ ทำไมล่ะคริสลูกก็ไปกับพ่อตลอดไม่ใช่เหรอ เมื่อก่อนก็ชอบไปนี่เรา” ลอร์ดวอลเตอร์ยกมือทำท่าจะลูบผมลูกชาย แต่ข้าพเจ้าในวัยเอียงศรีษะหนี

 

“พ่อทำอะไรให้ลูกโกรธหรือเปล่.. ” “พ่อ ผมเห็นบันมึกของพ่อแล้ว ผมรู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้วเลิกทำแบบนี้ซักที”

ข้าพเจ้ากล่าวขัดก่อนพ่อจะพูดจบ เขานิ่งไป ไม่พูดอะไรต่อ ข้าพเจ้าจึงพูดทุกสิ่งที่เก็บไว้ในใจออกมา

“เรื่องที่พ่อไม่เคยว่าผม สั่งห้ามทุกคนว่าผม ให้สวดภาวนาทุกวัน ผมรู้ทุกอย่างแล้ว พ่อไม่ได้ทำเพราะรักผม พ่อคิดว่าผมประหลาด พ่อไม่เชื่อใจผม”

“คริส ไม่ใช่แบบนั้น ”  

“มันใช่แบบนั้นแหละ” แววตาข้าพเจ้าฉายกร้าว  ปัดมือของพ่อออก

“ต่อไปนี้ไม่ต้องมาหลอกผมไปโบสถ์อีกนะ ผมไม่ใชีผีปีศาจอะไรทั้งนั้น ผมไม่ได้ฆ่าผู้หญิงคนนั้น เธอแก่เกินจะท้องเองต่างหาก”

“คริสจะไปไหน กลับมานะ เรียกแม่แกให้มันดีๆหน่อย” ลอร์ดวอลเตอร์เริ่มขึ้นเสียงเดินตามลูกชายไป

“เธอไม่ได้เลี้ยงผมมาด้วยซ้ำ ถ้าจะมีใครรับผิดชอบต่อการตายของเธอ ก็พ่อนั่นแหละที่ทำเธอท้อ..”

 

ผัวะ

 

เสียงอะไรฝ่ามือกระทบใบหน้า รู้ตัวอีกทีข้าพเจ้าก็ลงไปกองอยู่ที่พื้น เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าโดนพ่อทำร้ายร่างกาย ลอร์ดวอลเตอร์น้ำตาไหล ความโกรธ ความผิดหวัง คงทำให้ชายคนนี้เย็นไม่อยู่อีกต่อไป

แต่ตัวข้าพเจ้าในวัยนั้นช่างโง่เขลาเกินกว่าจะเข้าใจ

“พ่อตบผมทำไม”

ตอนนั้นพ่อก็เข้ามาจับแขนข้าพเจ้าไว้ และพยายามลากลุกออกไป

“แกต้องไปโบสถ์กับฉันเดี๋ยวนี้คริส”

“พ่อบ้าไปแล้วเหรอ ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมผมต้องไปทำเหมือนรับผิดในเรื่องที่ผมไม่ได้ทำด้วย ปล่อยนะ ปล่อย!!” ในตอนนั้นเหมือนเสียงกระซิบดังขึ้นข้างหู ข้าพเจ้านึกบางอย่างออก

พ่อทำให้เราเสียใจได้ ตีเราได้ เราก็จะทำทุกอย่างให้เขาเสียใจเหมือนกัน

ข้าพเจ้าชันตัวลุกขึ้นมาช้าๆกวาดสายตามองอย่างท้าทาย

“พ่ออยากให้ผมเป็นผีเป็นปีศาจมากใช่ไหม” 

“ได้”

ข้าพเจ้าเหยียบเท้าพ่อเต็มแรง เขาร้องเสียงหลง จังหวะนั้นข้าพเจ้ารีบวิ่งขึ้นบันไดให้เร็วที่สุด วิ่งไปที่ห้องในสุดของทางเดิน เมื่อเปิดประตูเข้ามาสิ่งที่เห็นคือ รูปปั้นกระเบื้องเคลือบพระเยซู กางเขน และจานสวยงามหลายชิ้นที่เพ้นท์รูปนักบุญต่างๆ อยู่เต็มห้องไปหมด ของพวกนี้พ่อรักมากและให้ข้าพเจ้าสวดภาวนากับมันทุกวัน


“แกจะทำอะไร หยุดนะ” พ่อเดินตามมา ข้าพเจ้าเดินไปที่ที่ตั้งกางเขน ไม่แม้แต่หันไปมอง

“คริสนี่แกเป็นบ้าไปแล้วเหรอ”พ่อตวาดเสียงดังพร้อมเข้ามาจับแขนข้าพเจ้าเอาไว้

“ผมไม่ได้บ้า พ่อนั่นแหละที่บ้า” ข้าพเจ้าสะบัดมือพ่อออกและวิ่งหนีมาติดมุมห้อง

“คำก็ซาตาน สองคำก็ซาตาน ในไอ้บันทึกเฮงซวยนั่นน่ะ ความกลัวประสาทๆของพ่อมันพังชีวิตพวกเรากันหมดแล้ว ของพวกนี้ก็เอาไว้กันผมใช่ไหม คิดว่ามันจะช่วยอะไรพ่อได้ใช่ไหม”  เขาตวาดกลับแล้วคว้าจานเพ้นท์รูปพระแม่มารีอาขึ้นมาแล้วปามันลงพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ

“แกทำอะไรลงไป แกรู้ตัวบ้างมั้ย”

“รู้ รู้ดีด้วย” เขาจับโต๊ะข้างเตียงคว่ำชนกำแพงห้อง รูปปั้นและจานทั้งหมดแตกกระจาย

“คริสแกหยุดเดี๋ยว นี้ ฉันสั่งให้แกหยุด”

“ทำไมผมต้องฟังพ่อด้วย ในเมื่อทำตามไปก็ไม่มีอะไรขึ้นมา ผมทำตามพ่อมาตลอดชีวิต พ่อก็ไม่เคยเชื่อใจว่าผมเป็นคนปก…โอ๊ย!”

 

เหมือนคำพูดข้าพเจ้าสะกิดใจพ่ออีกครั้ง ครั้งนี้เขาตบแรงกว่าเดิม เล่นเอาข้าพเจ้าหน้าคว่ำพื้น

 

“แกคงจำไม่ได้ว่าฆ่าเมียฉัน ไอ้เด็กผี แกมันนรกส่งมาเกิด”

 

คำว่าฆ่าเมียฉัน ยิ่งก่อไฟโฆษะในใจข้าพเจ้า ตัวสั่นจนไม่รู้ว่าเพราะความกลัวหรือความโกรธ จังหวะที่พ่อกำลังก้าวเข้ามา ข้าพเจ้าก็พุ่งออกไปกระชากคอเสื้อเขาและต่อยเข้าเต็มแรง

 

ความเงียบครอบคลุมทั้งพ่อและข้าพเจ้า เขาเอามือลูบๆแก้มที่โดนต่อย มีแค่รอบแดงๆเหมือนนอนเอามือเท้าแก้มมาเท่านั้น  เขาค่อยๆเดินใกล้เข้ามา ราวกับไม่ใช่พ่อที่ข้าพเจ้ารู้จัก คนคนนั้นทั้งน่ากลัว ตาขวาง ดูเหมือนจะลงมือตีเด็กดื้ออย่างข้าพเจ้าถึงตายได้จริงๆ  ข้าพเจ้าถอยหนีจนติดมุมห้อง มองลอดขาออกไปเห็นพวกพี่กำลังยืนมองเข้ามา ตอนนี้ข้าพเจ้าคงดูน่าสมเพชมากในสายตาพวกเขา เมื่อเผลอสบตากัน พวกเขาก็รีบหันหลังหนีไป เงาทะมึนของพ่อพาดทับซะมิดจนมองแทบไม่เห็นอะไร

“แกจะเอายังไง จะยอมไปโบสถ์กับฉันดีๆมั้ย” ข้าพเจ้าหมดทางสู้ แรงที่มีก็คงไม่ทำให้พ่อสะเทือนแต่อย่างใดข้าพเจ้าจึงตัดสินใจทำให้เขาโมโหที่สุด ให้โกรธซ้อมข้าพเจ้าจนหมดสภาพไปเลยดีกว่าโดนลากไปกรอกหูด้วยบทสวดอีกครั้ง

ข้าพเจ้าถุยน้ำลายใส่หน้าเขา

ลอร์ดวอลเตอร์ดูโกรธมาก โกรธจนไหล่กว้างๆสั่นไปหมด

 

“ฉันไม่น่าปล่อยแกโตมาเลยคริสโตเฟอร์ “

นั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าจำได้ก่อนจะหมดสติ

 

หลังจากนั้นข้าพเจ้าถูกกักบริเวณอยู่ร่วมสองอาทิตย์ จนในที่สุดตอนย่างอาทิตย์ที่สามพี่เฮนรี่ก็เข้ามาคุยด้วย เขาบอกว่าพ่อได้ตกลงแล้วจะให้ข้าพเจ้าย้ายไปเรียนดยุคออฟยอร์ค โดยหวังว่าความเข้มงวดของโรงเรียมเตรียมทหารคงดัดนิสัยข้าพเจ้าได้บ้าง

ในความเป็นจริงข้าพเจ้าเคยบอกเขาแล้วว่าไม่อยากเรียนเตรียมทหาร แต่ในตอนนั้นทางเลือกของข้าพเจ้าคงมีไม่มากเท่าไหร่นัก ไม่โดนจับขังลืมก็ดีเท่าไหร่แล้ว

ข้าพเจ้าจึงตอบตกลงไป เย็นนั้นพวกเขาเก็บของและให้ออกเดินทางทันที ข้าพเจ้าไม่ได้คุยกับพ่ออีกเลยเป็นเวลาห้าปี


***

Tbc

//ไม่ได้อัพเวิร์ดเพลสมานาน ทำไมมันจัดหน้ายากอย่างนี้ ฟอนต์ขนาดผีไม่มีความพอดีมาก/ร้องไห้ยยย

สวัสดีค่ะ แสงเอง โอย กว่าจะเข็นฟิคออกมาได้นี่ชาติเศษมาก แก้แล้วแก้อีก แก้จนช้ำไปหมด5555

ตรงเนื้อเรื้องสมัยเด็กนี่แก้ไปมาหลายรอบมากเลยค่ะ ตอนแรกคาร์คุณพ่อนี่แฟลตคาร์แร็คเตอร์มาก ตัวร้ายละครไทย คริสก็เด็กดีมาก แก้ไปแก้มาพยายามไม่ให้คุณพ่อร้ายเกินไป กลายเป็นคริสอะแกรสซีฟแบบนี้ล่ะค่ะ/ปาดเหงื่อ

คืออยากให้เป็นเด็กที่จริงๆชีวิตดีแต่ทำตัวเปรตๆ5555ก็หวังว่ามันจะออกมาเป็นเด็กผีเด็กทะเลพอนะคะ/ซับ

คือจริงๆอะพ่อคริสก็รักลูกแหละ แค่นางเหมือนเป็นทรอม่า รักเมียและงมงายจนเพี้ยน คริสก็โดนสปอยจนเคยตัว พอมีเรื่องขึ้นมาก็ยอมหักไม่ยอมงออะไรแบบนั้นล่ะค่ะ

 

นี่ยังไม่เข้าภาคโรงเรียนเลยโอย555 คือแต่งเอาไว้แล้วล่ะ แต่ไม่ได้เรียบเรียง มาเป็นพาร์ทๆหาไฟล์ในมือถือไม่ค่อยจะเจอ จะรีบเข็นออกมานะฮือ5555

ลัฟยูค่ะ ชรุ้บ เจอกันพาร์ทหน้า จะมีกี่พาร์ทไม่รู้ไว้ค่อยว่ากัน55555

Posted in Uncategorized | Leave a comment

[EHW] Margaret “Maggie” Swan

Margaret “Maggie” swan

maggiee_zpsvfziypsz

[รูปเต็มตัว]

ชุดไปรเวทใบไม้ร่วง

maggiecasual2

 

 

 



ชื่อ : Margaret Swan มาร์กาเร็ต สวอน เรียกMaggieก็ได้

 

อายุ :16
บ้าน  :กริฟฟินดอร์
ชั้นปี : 6
เพศ :หญิง
เผ่าพันธุ์ : half-blood,part-veela ( พ่อเลือดบริสุทธิ์ แม่ลูกครึ่งวีล่า)
วันเกิด : 27 กันยายน
กรุ๊ปเลือด : O
ส่วนสูง/น้ำหนัก :173/53
สีผม : น้ำเงินเข้มไล่ฟ้า(ย้อม), บลอนด์ซีด(ผมจริง)
สีตา : น้ำตาลทอง

ไม้กายสิทธิ์ : (ได้รับมาจากพ่อ) ไม้แอปเปิ้ล แกนขนหางยูนิคอร์นผสมปีกแฟร์รี่ ยาว12นิ้ว  ความแข็งrigid

ไม้แม็กกี้ได้สืบต่อมาจากพ่อเพิ่งได้ไม้นี้มาตอนอายุ15ค่ะ เพิ่งใช้มาได้ปีเดียว ปัจจุบันก็เข้ากันได้ดียังไม่มีปัญหาอะคะ<3

wand


สัตว์เลี้ยง :แมวดำเพศเมียชื่อแอฟฟี่

สัตว์เลี้ยง เป็นแมวดำชื่อคุณแอฟฟี่ เลี้ยงมาตั้งแต่ปีหนึ่งค่ะ

affy



ประวัติ
มากาเร็ตหรือแม็กกี้ เป็นแม่มดเชื้อสายวีล่า1ใน8 โดยแม่ของเธอเป็นลูกครึ่งวีล่า ส่วนพ่อเป็นเลือดบริสุทธิ์
พ่อแม่แยกกันอยู่ตั้งแต่เธอยังเล็ก
โตมากับพ่อ ส่วนแม่มาเยี่ยมบ้างเดือนละครั้งสองครั้ง

พ่อแม็กกี้เป็นนักพฤกษศาสตร์ ทำงานวิจัย เขียนหนังสือ ในบ้านมีเรือนกระจกที่พ่อใช้ทำงานทดลองต่างๆ ทำให้เธอคลุกคลีกับสมุนไพร-ต้นไม้ต่างๆ มาตั้งแต่เด็กๆ นอกจากนี้ยังเข้ากับสัตว์ต่างๆได้ดี  

พ่อของแม็กกี้จบจากฮัพเฟิลพัฟ ตอนปีหนึ่งเธอเสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้อยู่บ้านที่พ่อจบมา แต่เมื่อเริ่มเรียนเธอก็เข้ากับคนอื่นได้ดี   พออายุ15และพ่อก็ส่งต่อไม้กายสิทธิ์ให้แม็กกี้ ปัจจุบันความฝันคือหลังเรียนจบกลับไปช่วยพ่อทำงานวิจัยหรือสานต่องานของพ่อ

นิสัย : มีอารมณ์ขัน เป็นมิตร รักเพื่อนๆ อดทน ใจเย็น อัธยาศัยดี รักสัตว์ ความมั่นใจในตัวเอง และไม่หาเรื่องใครก่อน พยายามเลี่ยงการทะเลาะกับคนถ้าเลี่ยงได้  แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนรอบข้างเดือดร้อนเธอก็ไม่ยอมเหมือนกัน

ถนัด- สมุนไพรศาสตร์ ดูแลสัตว์วิเศษ  ถอนแมนแดรก(อันนี้ถนัดมาก—) วิชาการบิน

ไม่ถนัด -ตัวเลขมหัศจรรย์ อักษรรูน พยากรณ์ศาสตร์ คาถาประเภทคำสาป

 

งานอดิเรก -ร้องเพลง เดินเล่น ปลูกต้นไม้ ดูแลสัตว์ ชอบเล่นควิดดิชด้วยถึงแม้ฝีมือจะไม่ได้โดดเด่นก็ตาม


อื่นๆ

-เห็นทำสีผมแบบนี้ จริงๆไม่ได้รักสวยรักงามเท่าไหร่ บางวันหัวกระเซิงมาเรียนก็มี จะแต่งหน้าก็คือตอนมีงานมากกว่า

ทวิตเตอร์ตัวละคร https://twitter.com/EHW_Maggie

Posted in Uncategorized | 1 Comment

[EFC] Henry Chang

fitnessรูปเผามากขอโทษค่ะแงง/กราบ

ชื่อ-นามสกุล :: เฮนรี่ ชาง (henry Chang)

ตำแหน่ง :: ฟิตเนสโค้ช

วันเกิด :: 6 พฤษภาคม

อายุ :: 35

สัญชาติ :: สิงคโปร์

ศาสนา :: –

น้ำหนัก-ส่วนสูง :: 182 /86

มีความเกี่ยวข้องกับ EFC ตั้งแต่เมื่อไหร่ :: ปีที่แล้ว (ถ้าเป็นแฟนบอลก็ตั้งแต่ประถม)

ประวัติส่วนตัว ::
เกิดและโตที่สิงคโปร์ ครอบครัวประกอบด้วยพ่อแม่และพี่สาว สมัยเด็กๆก็ชอบเล่นซนตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป
แต่ว่าเป็นเด็กกินจุ(กินจุบจิบ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม จังค์ฟู้ค สารพัดของอร่อยอ้วน) เลยเจอปัญหาน้ำหนักเกินตั้งแต่เด็กแต่เพราะไม่มีปัญหาสุขภาพเท่าไหร่นอกจากเป้นหวัดเรื้อรังอยู่บ่อยๆเจ้าตัวก็เลยไม่สนใจและสะสมไขมันต่อไป(…) จนขึ้นเกรด10ก็โดนที่บ้านสั่งให้ลดน้ำหนักที่เกินมาตราฐานอยู่ราวยี่สิบกิโล โดยมีรางวัลเป็นเงิน ด้วยความงกเจ้าตัวเลยเริ่มออกกำลัง(เคยไดเอ็ดไปพร้อมกับออกกำลังด้วยแต่ไม่ได้ผลในช่วงหลังๆเลยกลับมากินปกติ)
พอลงมาได้หน่อยก็พบว่าสุขภาพตัวเองดีขึ้นไม่เป็นหวัดเหมือนเดิมเจ้าตัวเลยเริ่มออกกำลังกายจริงจัง เตะบอลกับเพื่อน จนบางทีนึกอยากเป็นนักกีฬาอาชีพด้วยซ้ำ แต่ที่บ้านก็ยังอยากให้เรียนทำอาชีพอื่นมากกว่าและเจ้าตัวก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่เก่งขนาดนั้น เลยเล่นต่อไปแบบเป็นกิจกรรมยามว่าง พอปีต่อมาไปสมัครฟิตเนสแถวบ้าน ได้คุยกับพวกโค้ชในฟิตเนส จากที่ยังไม่รู้ว่าจบไฮสคูลไปจะเรียนต่อที่ไหนก็ปิ๊งเลย ว่าถ้าเรียนวิทยาศาสตร์กีฬาก็ไม่ขัดใจที่บ้าน ได้เรียนเกี่ยวกับกีฬาอีกต่างหาก ก็เลยเลือกเรียนต่อสายวิทยาศาสตร์การกีฬา พอจบมาช่วงแรกๆก็เป็นโค้ชตามฟิตเนสจนอายุ 26 มีลูกค้าในฟิตเนสที่เป็นนักกีฬาสโมรสรฟุตบอลท้องถิ่น ทาบทามให้ไปเป็นโค้ช ก็เลยเริ่มทำงานโค้ชตั้งแต่ตอนนั้น(แต่ก็ยังรับงานที่ฟิตเนสอยู่บ้าง)
จนอายุ30ก็คิดว่าอยากทำงานเป็นโค้ชเต็มตัวพอดี มีคนชวนให้มาทำงานกับสโมสรแห่งหนึ่งในอังกฤษตัวเลยย้ายออกจากสิงคโปร์มาที่อังกฤษ

พอทำงานได้ห้าปี สโมสรEFC ก็ขาดฟิตเนสโค้ช ตอนแรกๆก็กล้าวๆกลัวๆว่าจะลองสมัครดีไหมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองแต่พ่อที่เป็นแฟนบอลEFCก็ดันเต็มที่ จนสุดท้ายก็ได้เข้าเป็นฟิตเนสโค้ชให้EFCตอนอายุ35

นิสัย :

เข้มงวดเรื่องการฝึกแต่จะไม่ดุ จะใช้วิธีพยายามผลักดันในการฝึกมากกว่าที่จะกดดัน
ชอบชวนคุยเวลาใครเหนื่อยหมดสภาพจริงๆเหมือนให้แอบพักแบบไม่รู้ตัว
ถ้าใครดูยังสามารถฝึกต่อได้อีกแต่เจ้าตัวแสดงท่าทางจะหมดแรงนางจะแซว แบบ แรงมีแค่นี้เหรอๆๆ
สบายๆ มีอารมณ์ขัน ชอบแซวชาวบ้าน ยิงมุก เข้ากับคนอื่นได้ง่าย

อื่นๆ :

จริงๆที่บ้านก็เป็นแฟนบอลEFCเกือบทั้งบ้านเจ้าตัวตอนมาสมัครก็เกร็งมากจนจะโดดสัมภาษณ์แล้วเหมือนกัน..
ทำกับข้าวและงานบ้านได้ตามประสาชายโสด
ตอนนี้ย้ายมาอยู่คนเดียวที่อังกฤษแต่ที่บ้านก็ยกครัวมาเยื่ยมบ่อยๆ(จริงแล้วยกพวกมาดูบอล)
แน่นอนความรกรุงรังกับชายโสดเป็นของคู่กัน..
แต่ดูแลสุขอนาภัยตัวเองดีนะ…

____________________________________________

ฝากตัวด้วยนะคะUvU

Posted in Uncategorized | Tagged | 2 Comments

start

ทดลองใช้ค่ะ

อาจจะย้ายบ้านมาที่นี่แทนก็ได้//แต่จริงๆก็ไม่ค่อยได้อัพบล็อคเท่าไหร่นะฮาๆ

ยังไงฝากตัวด้วยนะคะXD

Posted in Uncategorized | 2 Comments